ต้นปี 2026 โลกเผชิญกับความขัดแย้งครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง อิสราเอลเปิดปฏิบัติการ “Rising Lion” โจมตีกว่า 150 จุดใน 6 เมืองของอิหร่าน รวมถึงกรุงเตหะราน มุ่งทำลายฐานทัพและโครงการนิวเคลียร์ นับเป็นหนึ่งในปฏิบัติการทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
สหรัฐฯ ส่งสัญญาณเปิดการเจรจากับอิหร่าน แต่สถานการณ์ยังคงตึงเครียด ทรัมป์ประกาศชัดว่าพร้อมใช้กำลังทางทหารหากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลง ขณะที่อิหร่านตอบโต้ว่าพร้อมสู้เช่นกัน
ล่าสุดมีรายงานว่าอิหร่านอาจพิจารณาตัดสายเคเบิลใต้ทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก ทำให้ตลาดทั่วโลกผวาต่อเนื่อง

ราคาทองคำไปถึงไหนแล้ว?
ราคาทองคำโลกเคยพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดตลอดกาล (ATH) ที่ระดับ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนปรับตัวลงมาราว 22% มาอยู่ในโซน 4,320–4,480 ดอลลาร์ในปัจจุบัน ส่วนราคาทองในประเทศมีแนวรับที่ 67,300 บาท และแนวต้านที่ 69,500 บาท
แรงกดดันหลักมาจากความกังวลรอบช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นไปแตะ 4.40% สะท้อนการโยกย้ายเงินทุนจากทองคำเข้าสู่การถือครองเงินสดและสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น
ด้านนักวิเคราะห์จากหลายสำนักคาดว่า หากทองคำไม่หลุดแนวรับสำคัญ อาจปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 5,500–5,600 ดอลลาร์ และหากทะลุได้ อาจวิ่งไปทดสอบ 6,000 ดอลลาร์ได้เร็วกว่าที่ Deutsche Bank, Goldman Sachs และ Bank of America คาดไว้
ทำไมพอเกิดสงครามจริงทองถึงร่วง?
นี่คือคำถามที่นักลงทุนหลายคนสับสนมากที่สุด คำตอบคือ ทองคำชอบ “ความไม่แน่นอน” มากกว่าสงครามที่เกิดขึ้นจริง
ในช่วงที่สงครามยังไม่เปิดฉาก ตลาดเต็มไปด้วยความผวา นักลงทุนแห่ซื้อทองเป็น Safe Haven ราคาจึงพุ่ง แต่พอสงครามเกิดขึ้นจริงและสถานการณ์ชัดเจนขึ้น นักลงทุนกลับแห่ขายทิ้งทุกสินทรัพย์รวมถึงทองคำ เพื่อถือเงินสด ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าและกดราคาทองลง
สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ ราคาทองคำไม่ได้แปรผันตามจำนวนจรวดที่ยิงใส่กัน แต่แปรผันตาม “ผลกระทบทางเศรษฐกิจ” ที่เกิดจากสงคราม โดยเฉพาะภาวะเงินเฟ้อซึ่งเป็นของชอบทองคำ และผลกระทบนี้ใช้เวลาสะสมก่อนจะปรากฏชัด เกมทองคำในช่วงสงครามจึงเป็นเกมยาว ไม่ใช่เกมสั้น

กลยุทธ์การเทรดทองในช่วงนี้
กลยุทธ์ที่ 1: “ซื้อเมื่อรบ ขายเมื่อจบ” — สำหรับนักเทรดระยะสั้น
เหมาะกับคนที่ติดตามข่าวได้แบบ Real-time ซื้อทองเมื่อมีข่าวความขัดแย้งบานปลาย ขายเมื่อมีสัญญาณเจรจาหรือหยุดยิง ต้องตั้ง Stop Loss เคร่งครัดเพราะราคาผันผวนรุนแรง ไม่เหมาะกับมือใหม่ที่ยังไม่ชำนาญการอ่านข่าวภูมิรัฐศาสตร์
กลยุทธ์ที่ 2: Buy the Dip — สำหรับนักเทรดระยะกลาง
หากทองคำไม่หลุดแนวรับสำคัญที่ 5,235 และ 5,135 ดอลลาร์ ถือเป็นจุดที่น่าสะสม เพราะแนวโน้มใหญ่ยังเป็นขาขึ้น ตั้งเป้าหมายที่ 5,500 ดอลลาร์ในระยะต่อไป เหมาะกับนักเทรดที่มีความอดทนและวินัยในการรอจังหวะ
กลยุทธ์ที่ 3: Hold & Hedge — สำหรับนักลงทุนระยะยาว
การถือทองส่วนหนึ่งในพอร์ตเป็น Hedge ที่ดีต่อความไม่แน่นอนและเงินเฟ้อที่จะตามมาจากสงคราม แนะนำสัดส่วนทองคำในพอร์ตที่ 10–15% เพื่อสมดุลความเสี่ยงโดยรวม
ปัจจัยที่ต้องจับตาต่อเนื่อง
สงครามกำลังเข้าสู่ช่วงตัดสินใจสำคัญ ว่าจะเคลื่อนไปสู่การตกลงทางการทูต หรือการยกระดับทางทหารที่รุนแรงขึ้น ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่าน, สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ, ทิศทางค่าเงินดอลลาร์, อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และท่าทีของธนาคารกลางทั่วโลก
เป้าหมายระยะยาว (Deutsche Bank / Goldman Sachs)
Fibonacci 1.0 / Trend Line
จุดสูงสุดตลอดกาล (เม.ย. 2025)
ต่ำกว่า ATH ~22% / โซนสะสม
โซนพักตัวและสะสม
แนวรับสำคัญภาพใหญ่
ขายเมื่อเจรจา”
Stop Loss เคร่งครัด
สะสมแนวรับ
เป้า $5,500+
ป้องกันเงินเฟ้อ
พอร์ตสมดุล

